2008/Nov/09

The dragon and The cat with nine tails

by WJ Ghoul

edit by Dianiala and Alexzia 

Once upon a time, there was a vacant castle. Treasure was kept in the middle of the castle where a dragon was watching over it.

 

The king and his followers left the castle because of a war but the dragon remained to keep his promise to watch over the treasure forever.

 

Many people came into the castle because of the King's treasure. But the dragon was still doing a good job in his function.

 

A century passed, the dragon was very old now and weaker than before. He spent many hours a day resting. His body was injured too. It seemed as though the dragon couldn't fight anymore.

 

One day when it was raining, a nine-tailed cat ran away from the rain and the storm. He came into the castle and looked around inside. When he met the weak dragon. The nine-tailed cat felt sympathetic toward the dragon. So he gave one of his tails to the dragon. One cat's tail has same value as one life. The dragon seemed to get a new life. After that, the dragon and eight tailed cat became friends.

 

The cat gave many of his tails to the dragon one by one each time the dragon had difficultly fighting others until the cat had only two tails left.

 

Then one day a bluebird flew into the castle and met the dragon and the cat. The dragon was ready to fight. The dragon seemed to frighten the bluebird. The bluebird flew away and shouted 'Why couldn't anybody get to the middle of the castle except for the two-tailed cat, How do you know he wouldn't steal something inside' The dragon killed the bluebird before he flew out of the castle. The dragon was angry and started doubting the cat. He wasn't kind and friendly with the cat. The two tailed cat was so sad. He gave one of his tails to the bluebird before he left the castle.

 

After that, the dragon had a big fight with a human. The dragon was injuried badly and died. There was nobody to help him. In the end he  died all alone.

 

The cat, now had only one tail,thought he should use this one tail for his own benefit.

 

At last, the cat had only one tail and a short life.

 

 

- end -

edit @ 9 Nov 2008 15:04:31 by Mr.Ghoul

2008/Aug/12

SHIZUKANA YORU

by WJ Ghoul



ค่ำคืนที่เงียบเหงา กลางกรุงโตเกียว, ประเทศญี่ปุ่น

มือของเราทั้งสองเกาะกุมกันไว้
ท้องฟ้าเปิด เห็นจันทร์เต็มดวงกระจ่างใสบนผืนกำมะหยี่

ผมก็อยากจะบอกแบบนั้นอยู่หรอก
เสียงเม็ดฝนกระทบหน้าต่างดัง เปาะแปะ
แสงไฟยามค่ำคืนจากภายนอกลอดผ่านม่านโปร่งแสงดูระยิบระยับและวุ่นวาย
ผมเพียงแต่ปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามหยดน้ำฝน หยดแล้ว หยดเล่า

Animation ที่ดูค้างเอาไว้ จบตอนเมื่อไหร่ ไม่รู้ตัวเลยจริง ๆ
จนกระทั้งเสียงนักร้องผู้หญิงเริ่มร้องเพลง Fly me to the moon

Fly me to the moon
Let me sing among those stars
Let me see what spring is like
On Jupiter and mars

In other words, hold my hand
In other words, baby kiss me


คิดถึงอะไรบางอย่าง ผมก้มลงมองมือตัวเอง ฝ่ามือเรียวเล็กบอบบางเกาะกุมผมไว้แน่น

############################

บนรถไฟสายเดิม มุ่งหน้าสู่จุดหมายเดิม เหมือนทุก ๆ วัน
อาจจะเพราะเป็นโรงเรียนชานเมืองต่างจังหวัด เรื่องแย่งที่นั่งบนรถไฟเลยเป็นปัญหาที่ตัดทิ้งไปได้เลย
ผม กับ “เจ้านั้น” นั่งอยู่ข้างกัน
ดวงตาสีน้ำตาลของเจ้านั้นเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ
มันเป็นความคลาสิคของรถไฟที่มันยังมีเสียง “ฉึกฉักๆ” ยามที่มันวิ่ง
บางครั้งเสียง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจได้ว่า [สิ่ง ๆ นี่คือรถไฟ]
เหมือนยามที่กดชัตเตอร์กล้องถ่ายรูป แค่เพียงได้ยินเสียง “แชะ” ก็จะรู้ทันทีว่านี่คือ กล้อง
ผมได้เรียนรู้ว่า องค์ประกอบต่าง ๆ ที่รวมเป็นสิ่ง ๆ นั้นขึ้นมาช่างน่าทึ่ง

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของมิจิรุ หัวหน้าห้องตอนม.ต้น ที่ว่า “อดีตมีความจำเป็นกับปัจจุบัน เพราะถึงแม้บางสิ่งบางอย่างจะสูญหายไปแล้วในปัจจุบัน แต่อดีตก็เป็นสิ่งย้ำเตือนว่าสิ่งเหล่านั้นยังคงอยู่”

เบาะรถไฟเก่า ๆ ที่เกือบจะลืมไปแล้วว่าสีเดิมของมันคือสีอะไร
มือของผม วางอยู่ข้างมือของเจ้านั้น
มือของเราอยู่ห่างกันเพียง 2 เซนติเมตรเท่านั้น
ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า มือของอีกฝ่ายจะให้ความรู้สึกแบบไหน
ผมจึงได้แต่มองระยะห่างนั้นเนินนาน
ภาพทุกอย่างเคลื่อนไปตามเฟรมปกติของมัน ผ่านท้องทุ่ง และบ้านเรือน
เสียงฉึกฉักของรถไฟเงียบสนิท มีแต่เพียงเสียงของความว่างเปล่าในหัวของผมที่ยังคงดังอยู่อย่างนั้น


ท้องฟ้าถูกย้อมกลายเป็นสีแดงส้ม
เสียงกีต้าร์สองตัวดีดคู่กันในห้องเรียน
มีเพียงผม กับเจ้านั่น
นอกหน้าต่างมองเห็นชมรมเบสบอลฝึกซ้อมตีลูกกันอย่างหนักหน่วง

“นี่...จุน คิดถึงจังเลยนะ” เจ้านั่นชวนผมคุย ดวงตาเหม่อลอยออกนอกหน้าต่าง
“อืม” ส่วนดวงตาของผมจับจ้องอยู่ที่นิ้วของอีกฝ่ายที่กำลังดีดกีต้าร์อยู่
“นี่น่ะ ดูเหมือนว่านายจะติดใจจังนะ” เจ้านั่นพูดพร้อมกับหยุดมือที่กำลังดีดอยู่ แล้วยกขึ้นหมุนไปหมุนมา
“เอ๊ะ...ก็ไม่ได้...........เห้ย” ข้อมือผมถูกจับยกขึ้น มือของเราสองคน...ประสานกันไว้ ไม่สิ จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงกันล่ะ มือของผมกับเจ้านั่นทาบกันไว้อยู่ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกถึงอุณหภูมิของอีกฝ่ายได้จากฝ่ามือ ปลายนิ้วด้านอยู่ต่ำกว่าปลายนิ้วของผมอยู่นิดหน่อย เหมือนว่าเสียงภายนอกต่าง ๆ ดังระงมจนน่าหนวกหู
“เห็นมะ มือนายก็ใหญ่กว่าอยู่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีผลต่อส่วนสูงหรอกนะ”


############################

ผมเหม่อลอยไปถึงไหนกันนะ รู้สึกตัวอีกทีก็ไม่ได้ยินเสียงฝน และท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีอีกครั้ง
ผมก้มลงมองมือที่เกาะกุมมือผมเอาไว้ มันไม่ใช่อุณหภูมิเดิมกับที่ผมเคยรู้จัก มือเล็ก เรียวนุ่ม
มันน่าแปลกที่ผมกลับรู้สึกว่าไม่ต้องการมัน

- end -

edit @ 12 Aug 2008 16:19:36 by Mr.Ghoul

edit @ 9 Nov 2008 14:55:36 by Mr.Ghoul

edit @ 9 Nov 2008 15:05:39 by Mr.Ghoul

2006/Dec/26

One Blue Day
by WJ Ghoul


"ช่วงเวลาที่เราอยู่ใกล้กันที่สุด
เราอยู่ห่างกันเพียง 0.01 ซม.
อีก 55 ชั่วโมงต่อมา....
ผมก็ตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้"

นี่เป็นบทเริ่มต้นของหนังเรื่อง Chungking Express ที่ผมได้ดูเมื่อปีก่อน เพียงแค่ 4 ประโยคสั้น ๆ สะท้อนภาพของตัวผมเองผ่านแผ่นฟิล์มที่บิดเบี้ยว...

[ช่วงเวลาที่เราได้อยู่ใกล้กันที่สุด ผมและเขาอยู่ห่างกันเพียง 3 ซม. อีก 15 นาทีต่อมาผมตกหลุมรักคนคนนี้]


"กึก" เสียงของแข็งกระทบกระจกที่อยู่ห่างตัวผมไม่ถึง 1 เมตร ทำให้เสียงจักจั่นที่ดังระงมเมื่อครู่เหมือนเงียบหายไปถนัดตา สำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องปกติ จนรู้สึกชาชินกับการที่กระจกห้องผมต้องมาเสี่ยงกับความคิดที่ว่า 'จะแตกมั้ย?'ทุกครั้งที่เจ้านั่นปาก้อนหินจากทางเท้าใส่หน้าต่างเพื่อเรียกผมออกไปเล่นข้างนอก
"กึก...กึก....เพล๊ง!!!" ผมได้คำตอบแล้ว มันแตกจริง ๆ อาจจะเพราะผมคิดทบทวนการกระทำช้าไป หรือไม่อากาศก็คงร้อนมากจนทำให้ผมแทบไม่อยากขยับตัวเลยด้วยซ้ำ ผมยื่นหน้าทะมึนคลำเครียดออกไปนอกหน้าตา เพื่อดูหน้าเพื่อนตัวแสบที่เพิ่งพังกระจกห้องผมให้ชัด ๆ

"แหะ ๆ โทษทีว่ะ...จุนออกไปเล่นกันเหอะน๊าา > <,," ไอ้หน้าสำนึกผิดที่แค่กระพริบตาก็หายไปเนี่ย...ผมควรให้อภัยสินะ เศษกระจกกระจายเต็มบริเวณ ก้อนหินก้อนใหญ่พอ ๆ กับนิ้วหัวแม่มือ เสียงจักจั่นที่ดูเหมือนจะกลับมาร้องประสานเสียงกันอีกครั้ง

[ผมเพียงแค่มีความสุขมากกับภาพ ๆ นี้เท่านั้นเอง]


จักรยานแม่บ้านคันเก่าๆ ที่แบกน้ำหนักผู้ชายไว้สองคน วิ่งผ่านริมแม่น้ำที่เต็มไปด้วยหญ้า ใบโครเวอร์และแมลงปอสีส้มแดง

ผมปั่น 'มัน'ซ้อนท้าย...

"อิโนะ นายจะเล่นเบสบอลไปถึงเมื่อไหร่?" เสียงไม้เบสบอลกระทบกันเป็นจังหวะทุ้ม ๆ เงาของเราสองคนที่ขี่อยู่บนจักรยานทอดยาวบนพื้นถนนห่างจากล้อไปไม่ถึงฟุต

"เอ...จนกว่าจะแก่ตายไปเลยล่ะมั้ง" เสียงหัวเราะของพวกเราดังประสานกัน ผมไม่รู้หรอกว่า มันดังพอที่จะทำให้แมลงปอสีแดงตกใจจนบินหายไปหมดรึเปล่า หรืออาจจะทำให้สุนัขที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้เพื่อหลบแดดตื่น แต่คนที่นั่งอยู่ข้างหลังของผมดูท่าจะมีความสุขมากทีเดียว

[ฉันก็เหมือนกัน....จนกว่าจะแก่ตาย...]

ใต้สพานข้ามแม่น้ำ ฝูงแมลงปอบินอยู่ห่าง ๆ ความชื่นจากดินและหญ้าทำให้รู้สึกเย็นขึ้นมานิดหน่อย แต่ไม่ได้ทำให้ผมหายเหนื่อยและร้อนจากการปั่นจักรยานท่ามกลางแสงแดดในฤดูร้อนนี่เลย

ผมนั่งหอบ...'มัน'ร่าเริงกับการได้เขวี้ยงบอลใส่กำแพง

เสียงจักจั่น ความร้อน สายน้ำ และลูกเบสบอล ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศในหนังของหว่องกาไวขึ้นมา

'ทุกคนต่างมีโลกของตัวเอง มีความเหงาเป็นของตัวเอง มีความรัก และความรู้สึกเฉพาะของตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น'

ถ้าถึงขนาดต้องหยิบสบู่ที่ลีบจนแทบใช้ไม่ได้ขึ้นมาพูดด้วยเหมือนตัวเอกในเรื่องผมคงต้องแย่แน่ ๆ แล้ว ตัวผมเองไม่รู้หรอกว่า ความรักทำให้คนเป็นบ้าจริงรึเปล่า แต่อย่างน้อย ๆ ผมก็ไม่อยากเจ็บและต้องมานั่งตามเก็บสัปปะรดกระป๋องเหมือนในหนัง...ผมไม่ทำเด็ด ๆ

"จุน..นายว่ามิยาซากิซังห้อง 3-A เป็นไง?" ปากพูดไปมือก็จับลูกขว้างอัดกำแพงไปด้วย กำลังถามถึงผู้หญิงเรียบร้อย หน้าตาน่ารัก ผมยาวสีน้ำตาลไหม้ที่เคยมาสารภาพรัก แต่มันทำเหมือนกำลังพูดเกี่ยวกับพยากรณ์อากาศที่ดูมาตอนเช้าอย่างนั้นแหละ ผมค่อนข้างเบื่อหน่ายกับบทสนทนาแบบนี้ เพราะมันถามผมแทบทุกวัน และคำตอบที่ผมให้ไปก็เหมือนเดิม

"ก็น่ารักดี...ไม่ลองคบดูล่ะ" ผมนั่งมองใบไม้สีเหลืองที่ไหลไปตามสายน้ำ พรางคิดไปว่า...คงต้องตามเก็บสัปปะรดกระป๋องที่หมดอายุจริงๆ แล้วมั้งเรา

บทสนทนาเงียบหายไปนานพอดู ถ้ามันไม่อึดอัดผมคงรู้สึกไปเองคนเดียวจนต้องลุกขึ้นมาขอแจมด้วย ไม้เบสบอล2ไม้ที่ไม่รู้จะเอามาด้วยทำไมทุกครั้งจนเก่าวางเอาไว้ตรงพื้นติดกำแพง พวกเราเปลี่ยนจากการปาอัดกำแพง มาเป็นปาอัดใส่กัน ความสะใจที่ได้ร้อง "โอ๊ย" มันสนุกตรงไหนกันนะ - -"?

[ตอนขากลับแวะดูที่ซูปเปอร์ดีกว่าว่ามีสัปปะรดที่ใกล้หมดอายุรึเปล่า]

เสียงหอบ และ เสียงหัวเราะดังคลุกเคล้ากันไป ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม แมลงปอเริ่มออกบิน และเด็ก ๆ มากมายเริ่มทยอยกันกลับบ้าน เราสองคนมองหน้าและยิ้มให้กัน ผมคิดว่านี่คงเป็นสัญญาณว่า 'กลับกันเถอะแน่ ๆ ' เรียวแรงของผมเหมือนว่าจะหมดก๊อกแล้วจริงๆ เสื้อยืดสีขาวเลอะคราบดินที่ติดมาจากลูกเบสบอล อีกฝ่ายก็ไม่แพ้กัน ขนาดบนหัวยุ่ง ๆ นั้นยังมีเศษหญ้าแห้งติดเต็มไปหมด ผมมองและลุกขึ้นหยิบไม้เบสบอลที่วางอยู่ไม่ไกลจากตัวเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน

เสียงสดใสร่าเริงดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับรอยยิ้มที่ผมไม่อ่านไม่ออกว่ามันมาไม้ไหน...ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ดูผมก้มเก็บสัมภาระต่าง ๆ

"ฉันก็เหมือนกัน"


- END -